ชายหนุ่มกับดวงอาทิตย์

posted on 04 Jun 2014 10:06 by novemberd directory Fiction, Diary

……….ชายหนุ่มยืนมองดวงอาทิตย์ จ้องมองอยู่นานทั้งที่แสบตา

  

……….เขารู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยาก ยากสำหรับการจ้องมองไปยังสิ่งใดซึ่งเจิดจรัสเกินกว่าจะเอื้อมถึง แสงช่างจ้าเหลือเกิน ราวกับจะแผดเผานัยน์ตาจนมอดไหม้เป็นธุลีดิน แต่ชายหนุ่มยังคงจ้องมอง

  

……….สายตายังคงจับจ้องไปยังดวงอาทิตย์ดวงนั้น

  

……….หากยังดันทุรัง ฝืนตัวเองต่อไป เขาอาจจะเสียดวงตา เสียดวงตาทั้งคู่ต่อการท้าชนเผชิญแสงเบื้องหน้า แต่เขาไม่แม้แต่จะสนใจ เขาไม่แยแสเลยเสียด้วยซ้ำ

  

……….ดวงอาทิตย์อันแสนเจิดจ้า ลุกโชนร้อนแรง และเจิดจรัส ตลอดมาไม่เคยมีใครอาจหาญพอที่จะยืนหยัดจ้องมอง เพราะรู้ดีว่าแสงนั้นจะทำลายดวงตา และอาจกลืนกินผู้นั้นจนมอดไหม้

  

……….แต่ชายหนุ่มยังอยู่ ยังยืนมองอยู่อย่างนั้นท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องแผดเผาอาบเรือนร่าง ใบหน้าสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอันอิ่มเอิบ ดูราวกับเขานั้นโหยหาแสงสว่าง ไม่เพียงแต่โหยหาแต่อาจเป็นหิวโหย ราวกับเพิ่งเคยพบพานกันเป็นครั้งแรก

  

……….น้ำตาเอ่อล้นขึ้นไหลนองใบหน้า ชายหนุ่มใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาก่อนหยิบแว่นดำในกระเป๋าเสื้อมาสวมใส่

  

……….เขาหันหลังให้กับดวงอาทิตย์ดวงนั้น และออกเดินไปพร้อมกับไม้เท้านำทางในมือ

กลัวความสูง

posted on 19 May 2014 23:17 by novemberd directory Diary

..........กลัวความสูง..ใครๆก็เป็นกัน

..........ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้าคุณก็เป็นได้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ใช้ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

 

..........คนเรามีความกลัวต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราเคยฝังใจกับอะไร คนหนึ่งอาจกลัวอย่างหนึ่ง อีกคนอาจกลัวอีกอย่าง ก็ไม่แปลก หรืออาจจะกลัวในเรื่องเดียวกัน แต่การแสดงออกต่างกัน บางคนฝังใจน้อยหน่อยก็กลัวน้อยกว่า บางคนฝังใจมากกว่าก็กลัวมากหน่อย ก็ไม่แปลก

 

..........กลัวความสูง..ใครๆก็เป็นกัน

..........ไม่จำเป็นต้องสอนกันเราก็เป็นได้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นได้อย่างง่ายดาย

 

 

..........ความกลัวใครๆก็มีกันไม่ว่าคนมากหน้าหลายตาแค่ไหน แต่คุณรู้ตัวตอนไหนล่ะว่าคุณกลัวอะไร? รู้ตั้งแต่เกิด แม่บอก หรือมีจิตสัมผัส แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน เชื่อเถอะคุณจำไม่ได้หรอก เพราะที่จำได้ก็คือกลัวไปแล้ว

 

..........กลัวความสูง..ใครๆก็กลัวกัน

..........ไม่จำเป็นต้องกลัวทั้งวันแค่กลัวให้ทันเราก็กลัวได้

 

..........สำหรับผม “กลัวความสูง” ไม่ใช่ปัญหาเลย ปัญหามันอยู่ที่ว่า “ผมไม่รู้ตัวเลยว่ากลัวความสูง”

 

..........การรู้ตัวว่ากลัวอะไรเป็นเรื่องดี มันทำให้เราเตรียมตัวได้ทัน แต่การไม่รู้ทันความกลัวของตัวเองคือความซวยฉับพลันที่ผมเผชิญ

 

..........ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะกลัวความสูงหลังจากปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 5 ของบ้าน

 

..........ตอนนั้นผมปีนขึ้นไปอย่างมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ใจนึกอยากจะเชยชมทิวทัศน์ตัวเมืองรอบด้าน ผมกระโดดขึ้นไปยืนบนขอบกำแพงปูน ซึ่งเป็นรั้วเล็กๆที่กั้นดาดฟ้าตึกแถวของสองบ้านเอาไว้ หลังจากขึ้นมาได้ผมก็ออกเดินไปบนขอบกำแพงปูนแคบๆ สุดทางเป็นตัวอาคารทางเข้าออกของดาดฟ้าซึ่งด้านบนมันสูงขึ้นไปอีกหน่อย ผมใช้มือทั้งสองโหนขึ้นไปบนขอบปูนของตัวตึกจากนั้นจึงออกแรงถีบตัวลอยขึ้นไปในอากาศ สายลมเย็นๆวูบหนึ่งพัดผ่าน ประมาณว่าหยุดเถอะ ลงมาซะ แต่นั้นก็สายเกินไป ขาข้างหนึ่งถูกเหวี่ยงไปพาดบนขอบด้านบนและดึงตัวตนที่เหลือให้ทะยานขึ้นไปเสียแล้ว

 

..........มันเป็นอย่างที่ผมคิด การมองอะไรจากที่สูงมันรู้สึกดีจริงๆ แสงแดดอ่อนๆตอนเช้าที่สาดส่องอาบใบหน้า สายลมเบาๆที่พัดผ่านลูบไล้ไปตามตัว ทิวทัศน์รอบตัวที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้า ผมยืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศพวกนี้นานแสนนานเท่าที่ความคิดผมจะจดจ่อได้

 

..........“ลงมาได้แล้ว” เสียงพ่อปลิวว่อนมากับสายลม

 

..........ผมละสายตาจากทิวทัศน์ สะบัดสายลมทิ้งไป แล้วเดินมายังขอบปูนของดาดฟ้าเพื่อจะกระโดดลงมา และตอนนั้นเองคือการพบกันครั้งแรกระหว่างผมกับความกลัว

 

 

..........กลัวความสูง..ใครๆก็เป็นกัน

..........แต่ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมาเป็นกันตอนนี้

 

..........ผมถอยกรูดกลับไปยืนอยู่กลางดาดฟ้าอีกครั้งด้วยความกลัวจับใจ กลัวเหลือเกิน ไม่ใช่แค่กลัวความสูง นี่ยังนับรวมไปถึงขอบปูน กลัวขอบปูน กลัวจนไม่อยากเดินไปไกลกว่านี้ ตอนนี้ไม่แยแสเลยกับสายลม หรือแสงแดดที่อาบชโลมไปตามตัว สลัดทิ้งหมดทั้งทิวทัศน์ทั้งความกล้า เอาแต่คอยรักษาระยะห่างระหว่างเรากับขอบปูน

 

..........ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ไม่รู้เลยจะลงยังไง และไม่รู้อีกว่าจะทำยังไงให้เลิกกลัวขอบปูน

 

..........“ลงมาสักที” พ่อบอก

..........“ลงไม่ได้” ผมตอบเสียงสั่น

..........“ตอนขึ้น ขึ้นไปได้ ทำไมตอนลงจะลงไม่ได้” พ่อถาม

..........“ก็มันลงไม่ได้”

 

..........สมาธิ สติ แตกกระเจิง บอกตามตรงไม่คิดจะลงจากดาดฟ้าแล้ว คิดแต่จะอยู่ตรงไหนให้ไกลขอบปูน พ่อบอกให้ค่อยๆขยับเอามือจับขอบปูนแล้วหย่อนขาลงมา พอขาแตะขอบกำแพงปูนได้ก็ปล่อยมือ แล้วก็โดดลงพื้น ฮึ! โดดลงพื้น ตอนนี้จะดิ่งลงพื้นน่ะสิ

 

..........ท้ายที่สุดวิธีของพ่อก็ถูกนำไปใช้ ผมค่อยๆคลานต่ำไปหาขอบปูน มองลงไปแล้วก็ถอยกรูดกลับอีกครั้ง งั้นถอยหลังไปแล้วกันพ่อบอก ผมจึงเริ่มถอยหลังแล้วเอาขาลงจากขอบปูนอีกครั้ง และผมก็ทำสำเร็จ! จะติดก็แค่อย่างเดียว…ขาหย่อนไปไม่ถึงกำแพงปูน!!??

 

..........ขาที่หย่อนลงผ่านอากาศเหยียบพลาดกำแพงปูน เท่านั้นแหละด้วยความกลัวและตกใจ ทะลึ่งดึงตัวขึ้นไปอีกครั้งอย่างลนลาน หน้าท้องเลยครูดกับพื้นปูนเป็นทางยาว แน่ะ นอกจากจะได้ความกลัวยังได้แผลติดตัวให้กลัวกันใหญ่

 

..........ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เราจะต้องติดอยู่ตรงนี้ ตรงดาดฟ้า และเป็นโรคกลัวขอบปูนไปตลอดชีวิต

 

..........ไม่เอาด้วยหรอก! ถ้าจะกลัวอะไรสักอย่างขอกลัวความสูงอย่างเดียวก็พอ อย่าถึงกับให้กลัวขอบปูนเลยจะอายเค้าไปทั่ว ในหัวนี่นึกไปไกลแล้วนะ นึกถึงจังหวะที่ลงไม่ได้จริงๆ สุดท้ายต้องเรียกมูลนิธิมาช่วย นักข่าวมากันพรึบพรับ สาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด มาทำข่าวชายผู้กลัวขอบปูน

 

..........พอคิดได้แบบนี้มันอายจนเกิดความกล้า ขยับไปนั่งตรงขอบปูนข่มความกลัว สายลมก็พัดผ่าน แสงแดดก็สาดส่องแก้ม ทิวทัศน์ที่สวยงามเหมือนกำลังหัวเราะเย้ยหยัน กัดฟันกระโดดลงไป! พรึบ!

 

..........ตึง! ตึงง!!! ส้นเท้ากระทบขอบกำแพงปูน แล้วถัดไปกระโดดลงกระทบพื้น สำเร็จ! เราทำได้! ถ้าจะทำก็ทำได้นี่นา ด้วยความดีใจเผลอหันไปมองขอบปูนด้านบน คุณพระ!! นี่มันก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่ ถัดออกไปมีคุณพ่อที่ทำหน้าเอือมระอา พร้อมกับในใจที่มีเรื่องเล่ามากมายของลูกชายให้คนอื่นฟังตอนกินมื้อเย็น

 

..........กลัวความสูง…ใครๆก็เป็นกัน…

..........แต่พอนึกถึงมัน มันทำให้กลัวขอบปูน

 

 

อากาศร้อน

posted on 07 May 2014 10:26 by novemberd directory Fiction, Diary

..........หน้าร้อน ไม่มีแอร์ก็ต้องเปิดพัดลม

 

..........พัดลมนี่ก็แล้วแต่บุญบารมีจะมีกันตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ตัวใหญ่หน่อยมันเย็นมากกว่า ตัวเล็กกว่ามันก็เย็นน้อยหน่อย

 

..........เบอร์หนึ่งไม่พอใจ ซัดเข้าไป สอง-สาม-สี่ 

 

..........ใบพัดก็เริ่มหมุนแรงขึ้น แรงขึ้น ดูดลมร้อนมาพัดให้เย็น จากนั้นก็เริ่มส่ายไปมา ซ้ายที ขวาที

 

..........บ้านใครเก่าหน่อยก็มีเสียงดัง แท่ดๆๆๆ ต้องหยอดน้ำมัน

 

..........พอคนขวาเย็น คนซ้ายก็ร้อน พอคนซ้ายเย็น คนขวาก็ร้อน น่าจะมีคนคิดพัดลมตัวเดียว 2 หน้าปัดจริงๆ ซ้ายขวาจะได้เย็นทันกัน เท่ากัน พร้อมกันในทั้งสองเวลา

ไม่ได้ตั้งใจ

posted on 04 May 2014 22:54 by novemberd

..........วันนี้ไปจ่ายค่าไฟ เตรียมตังค์ไปพอดีมีเหรียญ 1 กำมือเทแทรกไว้ในช่องเก็บแบงค์ในกระเป๋าเป๋าตังค์

..........ถึงการไฟฟ้าผลักประตูเข้าไปเจอโต๊ะตั้งอยู่ติดแท่นกดบัตรคิว เหนือโต๊ะขึ้นไปมีนักศึกษาฝึกงาน 2 คนนั่งอยู่หน้าตาสะสวย โต๊ะเป็นแบบอเนกประสงค์ผิวหน้าสีขาวพับขาเก็บได้ บนโต๊ะมีแบบฟอร์มต่างๆวางอยู่


..........ผมเดินไปกดบัตรคิว มือซ้ายล้วงกระเป๋าตังค์มาถือ มือขวาเอื้อมออกไป

..........คุณพระ!! เหรียญ 1 กำมือในกระเป๋าไหลรินลงมากระทบกับพื้นหินอ่อน ส่งเสียงก้องกังวาน กุ๊งกิ้งๆๆ
กลิ้งว่อนไปทั่ว กระจัดกระจายเหมือนเทกระจาด สาดเทไปทั่วพื้นที่

..........ผมแทบไม่ได้สนใจเลยมีใครหันมองหรือเปล่า ที่สนใจตอนนี้คือ เหรียญส่วนใหญ่พร้อมใจกันกลิ้ง
เข้าไปใต้โต๊ะ 2 นักศึกษา! แล้วจากที่มองตามเหรียญกลิ้งไปเนี่ยกระโปรงสั้นๆกันทั้งน้านนน~

..........บรรลัยละ!! นี่ถ้าก้มลงไปเก็บตอนนี้จะดูโรคจิตมากๆเลย แล้วที่สำคัญ นี่เรายืนนิ่งมากี่วินาทีแล้วนะ 
หนังชีวิตล่ะทีนี้ ถ้าหันหลังนั่งยองเอื้อมมือคลำหาเลยจะเป็นอะไรมั้ย แต่เอ๊ะ หันหลังนี่มองไำม่เห็นก็จริง
แต่ถ้าคลำพลาดนี่ก็บรรลัยกว่าแฮะ เอาวะ รีบนั่งรีบเก็บใช้เวลาไม่นาน ตัดสินใจหันหลังกำลังจะนั่งน้องเขาลุกขึ้น

..........เดชะบุญ คุณน้องลุกขึ้นช่วยเก็บ นึกว่าจะยืนขึ้นง้างแขนเตรียมตบ รอดไป รอดไป

ฮีโร่

posted on 04 May 2014 11:22 by novemberd directory Fiction, Diary
"มันไม่มีทางเลือก" พี่เอ๋พูดสั้นๆพร้อมกระโจนลงบ่ออึโคสีดำทมิฬน่าสะอิดสะเอียน

.....พี่เอ๋เป็นชายฉกรรจ์ผิวคล้ำ สวมหมวกเบเร่ต์สีดำ ผมหยักศก ถ้าคุณเจอพี่เอ๋ครั้งแรกคุณจะคิดว่าแกคือ'เช เกบารา นักปฏิวัติเพื่อเสรีภาพชาวอาร์เจนตินา' ชายหนุ่มผู้มีภาพเหมือนติดแปะอยู่หลังสิบล้อ แต่ติดตรงพี่แกอ้วนกว่า ซึ่งอ้วนกว่าค่อนข้างเยอะ เยอะทีเดียว เป็น เช ในร่างอ้วน

.....2-3 วันมานี้ที่คอกลูกโคเราเริ่มมีปัญหาสิ่งแปลกปลอมอุดตันท่อระบายน้ำเสีย ซึ่งแน่นอนมันก่อปัญหาให้มากทีเดียว ถ้าทิ้งไว้สักอาทิตย์นึง เราน่าจะต้องว่ายน้ำแหวกอึโคเข้าไปให้อาหารพวกมันซึ่งคงไม่ดีนัก

.....ตัดกลับไปที่พี่เอ๋ที่ยังคงดำผุดดำว่ายอยู่ในบ่อ มีสายลมโชยเย็นๆพัดผ่าน สายน้ำกระเซ็นปะทะใบหน้า แสงแดดแรกในยามเช้าทอแสงอาบแก้มขวาพออุ่นๆ คงจะดีทีเดียวถ้านี่ไม่ใช่บ่ออึ ผมอดคิดไม่ได้พี่แกจะเผลอกินน้ำในบ่อเข้าไปบ้างไหมนะ

.....ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น เพราะพี่เอ๋อยู่ที่นั้นมันจึงได้สำเร็จ เราพบท่อนไม้หักๆท่อนหนึ่งไปติดอยู่ตรงปากท่อลึกลงไป 3-4 เมตร พอล้างคอกล้างรางอาหาร พวกเศษหญ้าแห้ง หญ้าสดก็ไปติดเศษไม้หักท่อนนั้นทับถมไปเรื่อยๆจนเกิดปัญหาขึ้นในที่สุด หลังขึ้นจากบ่อไม่นานนักพี่เอ๋ก็หายตัวไป...ถามว่าพี่เอ๋ไปไหน...คงไปอาบน้ำแหละ แหม

จี้เขาโค

posted on 27 Apr 2014 22:09 by novemberd directory Fiction, Knowledge, Diary
..........ฮา ชายหนุ่มผมยักศก คว้าเชือกมาคล้องไว้ที่มือขวา มือซ้ายควงเชือกหมุนคว้างกลางอากาศเป็นวงกลมวงใหญ่แหวกลมอยู่เหนือหัว สวมวิญญาณโคบาล ชายหนุ่มเหวี่ยงเชือกออกไป พรึ่บ! เชือกลอยไปคล้องคอเจ้าโคหน้าโง่ผู้โชคร้ายตัวหนึ่งอย่างนุ่มนวลและแยบยล และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ 
 
..........พวกเราอยู่ในการควบคุมของป้ามา หรือแบบเป็นทางการ..อาจารย์ทองมา หงษี หัวหน้าคอกลูกโค ตลอดพื้นที่รายล้อมไปด้วยลูกโคมากมาย ลูกโคทั้งหมดต้องผ่านการจี้เขาก่อนเติบโตเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมของผู้เลี้ยงจากการโดนโคพุ่งเสียบติดกำแพงโดยไม่จำเป็น 
 
..........กลับมาที่ชะตากรรมอันน่าสงสารของเจ้าโคที่ถูกจับโดยฮา ชายผู้มีผมยักศก ซึ่งตอนนี้เจ้าโคกำลังโดนชายฉกรรจ์สามคนรุมจับให้อยู่นิ่งรอคอยประสบการณ์ที่มันจะไม่ลืมไปตลอดชีวิตโคตัวน้อยของมัน เหนือขึ้นไปมีป้ามาพร้อมเหล็กร้อนไฟลุกในมือ ป้ามาใช้มีดตัดปลายเขาเจ้าโคอย่างเยือกเย็น เลือดสีแดงเรื้อผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง บ้างพุ่งปรี๊ดเป็นปืนฉีดน้ำเข้าตาป้ามา ป้ามายังคงตัดปลายเขาโคอย่างใจเย็นและสำเร็จในที่สุด ในวินาทีก่อนเศษปลายเขาจะตกถึงพื้นป้ามาใช้เหล็กร้อนเผาไฟในมือจี้เข้าไปตรงเขาส่วนที่ถูกตัด
 
..........ซู่ว! ไฟสีแดงโชติช่วงลุกพรึ่บขึ้นมาบนหัวเจ้าโค ป้ามาแสยะยิ้ม และหัวเราะหึหึ ในลำคอ แววตาดูเลือดเย็นเหมือนคนที่ทำได้ทุกอย่างถ้าจำเป็น ต่อไปผมคงต้องพยายามหลีกเลี่ยงการทำตัวให้ป้ามาเกลียดตลอดการฝึกงานซะแล้ว
 
..........เจ้าวัวคลั่งด้วยความเจ็บปวด ดิ้นทุรนทุราย พยายามหนีให้หลุดจากการจับกุมและความทรมาน เจ้าวัวที่น่าสงสารดิ้นพล่านสุดชีวิตพลันเหยียบกองอึพลาดลื่นล้มลง ด้วยความตกใจมันดันตัวลุกขึ้นยืนในสภาพโดนมัดและจับกดอย่างรีบร้อน ขาข้างใดข้างหนึ่งก็ไม่รู้ถูกส่งเข้าปะทะหน้าแข้งของชายคนหนึ่งอย่างจัง ชายคนนั้นทรุดลงชั่วครู่ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นจับโคต่ออย่างตั้งใจ ยิ่งเวลาผ่านไปความเจ็บปวดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆทุกที แล่นแปล๊บไปทั่วท่อนขา
 
..........โชคดีที่ตลอดการจี้เขาโคไม่มีการเสียชีวิตเกิดขึ้น งานของเราลุล่วงด้วยดี แต่โชคร้ายตรงที่ชายคนนั้นคนที่โดนโคเตะ...คือผมเอง แท่นแท๊น

ไม่ได้ตั้งใจ

posted on 24 Apr 2014 21:44 by novemberd directory Fiction, Diary

..........วันนี้ไปจ่ายค่าไฟ เตรียมตังค์ไปพอดีมีเหรียญ 1 กำมือเทแทรกไว้ในช่องเก็บแบงค์ในกระเป๋าเป๋าตังค์

..........ถึงการไฟฟ้าผลักประตูเข้าไปเจอโต๊ะตั้งอยู่ติดแท่นกดบัตรคิว เหนือโต๊ะขึ้นไปมีนักศึกษาฝึกงาน 2 คนนั่งอยู่หน้าตาสะสวย โต๊ะเป็นแบบอเนกประสงค์ผิวหน้าสีขาวพับขาเก็บได้ บนโต๊ะมีแบบฟอร์มต่างๆวางอยู่

..........ผมเดินไปกดบัตรคิว มือซ้ายล้วงกระเป๋าตังค์มาถือ มือขวาเอื้อมออกไป

..........คุณพระ!! เหรียญ 1 กำมือในกระเป๋าไหลรินลงมากระทบกับพื้นหินอ่อน ส่งเสียงก้องกังวาน กุ๊งกิ้งๆๆ กลิ้งว่อนไปทั่ว กระจัดกระจายเหมือนเทกระจาด สาดเทไปทั่วพื้นที่

..........ผมแทบไม่ได้สนใจเลยมีใครหันมองหรือเปล่า ที่สนใจตอนนี้คือ เหรียญส่วนใหญ่พร้อมใจกันกลิ้งเข้าไปใต้โต๊ะ 2 นักศึกษา! แล้วจากที่มองตามเหรียญกลิ้งไปเนี่ยกระโปรงสั้นๆกันทั้งน้านนน~

..........บรรลัยละ!! นี่ถ้าก้มลงไปเก็บตอนนี้จะดูโรคจิตมากๆเลย แล้วที่สำคัญ นี่เรายืนนิ่งมากี่วินาทีแล้วนะ หนังชีวิตล่ะทีนี้ ถ้าหันหลังนั่งยองเอื้อมมือคลำหาเลยจะเป็นอะไรมั้ย แต่เอ๊ะ หันหลังนี่มองไำม่เห็นก็จริง แต่ถ้าคลำพลาดนี่ก็บรรลัยกว่าแฮะ เอาวะ รีบนั่งรีบเก็บใช้เวลาไม่นาน ตัดสินใจหันหลังกำลังจะนั่งน้องเขาลุกขึ้น

..........เดชะบุญ คุณน้องลุกขึ้นช่วยเก็บ นึกว่าจะยืนขึ้นง้างแขนเตรียมตบ รอดไป รอดไป

กว่าจะเป็นลูกโค

posted on 23 Apr 2014 21:26 by novemberd directory Fiction, Diary
..........ในตอนสายของวันที่มีแดดอุ่นๆสาดส่อง เหตุการณ์เกิดขึ้นในอาคารไม้หลังคากระเบื้องหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางทุ่งโล่ง ตัวอาคารโปร่งไม่มีผนังใดๆขวางกั้น ในอาคารมีแม่โคกับคนกลุ่มใหญ่ยืนอยู่ แม่โคกำลังจะคลอด
 
..........คุณหมอและผู้ช่วยเริ่มต้นการล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างใจเย็น ไม่นานนักคุณหมอที่อยู่ในสารรูปเปลือยท่อนบน ปิดท่อนล่าง สวมผ้ากันเปื้อน ก็ล้วงมือเข้าไปในช่องคลอดแม่โค 
 
..........แม่โคสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมหันมองหาผู้กระทำ หมอและโคสบตากัน แม่โคหันหน้ากลับไปยอมหมอทุกอย่าง
 
..........มันยืนนิ่งที่สุดเท่าที่โคท้องแก่ตัวหนึ่งจะนิ่งได้ คุณหมอล้วงมือเข้าไปพักใหญ่เหมือนคลำหาอะไรสักอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิต เราทุกคนนิ่งสนิทไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงสายลมเท่านั้นที่พัดผ่าน โลมไล้ไปตามศีรษะของหมอที่มีผมบางเบา ผมแต่ละเส้นปลิวตามแรงลม
 
"ลูกมันตะแคงอยู่" คุณหมอพูดขึ้นในที่สุด
 
..........ว่าแล้วก็ล้วงเข้าไปถึงสองมือ คุณหมอคงกะเอาจริงตั้งหลักดึงลูกโคออกมาในคราวเดียว
 
..........และในวินาทีนั้นเอง ขาลูกโคก็โผล่พ้นช่องคลอด
 
..........เสียงเฮบังเกิดขึ้น
 
..........เราทุกคนยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวด้วยความยินดี แต่ก็เกือบลมจับ หน้ามืดด้วยความตกใจเห็นเลือดที่ชโลมไหลลงมาพร้อมๆกับลูกโค เราทุกคนช่วยกัน เจ้าโคตัวน้อยออกมาได้ทั้งตัวในที่สุด
 
..........คุณหมอหอบแฮก แฮก พลันยิ้มชื่นชมกับผลงานท่ามกลางเลือดจากแม่โคที่นองเต็มรองเท้า แล้วเจ้าลูกโคก็เป็นอีกหนึ่งสมาชิกสัตว์โลก และเป็นหนึ่งในโคแห่งฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก แท่นแท๊น
..........กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในยุคเก่าแก่ที่ห่างไกล ย้อนไปไกลกว่ายุคจูลาสสิค มีนักดาบหนุ่มผู้คลั้งไคล้หลงไหลในเสียงเพลงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว
 
..........ชายคนนี้รูปร่างสันทัด ส่วนสูงพอดิบพอดีได้สัดส่วน ไม่ใหญ่โตหรือเล็กจนเกินไป แสงอาทิตย์เที่ยงวันสาดเทลงที่ใบหน้าเผยให้เห็นใบหน้าที่คร่ำเคร่งและจริงจัง ดวงตาที่กลมโตน่ารักคู่นั้นไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ยังสงสัยว่านี่หรือคือนักดาบ มันกำลังจับจ้องแน่วแน่ไปด้านหน้า สู่เป้าหมายปลายทางเพียงหนึ่งเดียวของเขา จมูกที่โด่งเป็นสันบ่งบองถึงเชื้อชาวต่างชาติในตัว แต่ใครจะรู้อาจจะทำศัลยกรรมมาก็ได้ ริมฝีปากที่แห้งกรังจากการเดินทางแสนยาวนานและยากลำบากประกอบกับทรงผมรุงรังที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ ที่กล่าวมานี้ไม่มีส่วนไหนเลยที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักดาบในตัว แต่เขามีดาบ..ดาบซามูไรญี่ปุ่น..เขาจึงเป็นนักดาบ
 
..........ดาบซามูไรญี่ปุ่นยาวเกือบเมตรที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวชายคนนี้นั่นเองที่เป็นอาวุธคู่กายของเขา ใบดาบที่คมกริบ เส้นโค้งบนตัวดาบที่เกิดจากการขัดก่อให้เกิดลวดลายงามตาน่าหลงใหล น้อยคนนักที่ได้เห็นคมดาบนี้แล้วจะยังมีชีวิตอยู่ เว้นเสียแต่จะมองดูมันจากที่ไกลๆ
 
..........ฝักดาบหลอมขึ้นจากเหล็กกล้าชั้นดียิ่งกว่าใบดาบ บ่อยครั้งที่ฝักดาบถูกใช้เป็นอาวุธที่ดีกว่าคมดาบ แต่ใบดาบก็ยังคงเป็นจุดขายของตัวดาบอยู่ดี ฝักดาบรวมกับดาบจึงมีน้ำหนักมากทำให้นานๆครั้งชายนักดาบจึงปวดเมื่อยตามแขนอย่างแสนสาหัส ในสัมภาระของเขาจึงมีน้ำยาถาถูคอยนวดผ่อนคลายติดอยู่เสมอ
 
..........เส้นทางยาวไกลดูเหมือนจะไร้จุดหมาย ชายนักดาบเร่ร่อนท่องไปทั่ว ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่าและดูไร้ค่าในสายตาชายคนนี้มีเพียงเสียงดนตรีเท่านั้นที่เขาให้ความสนใจ ใช่แล้ว เสียงดนตรี
 
..........เสียงเพลงเสียงหนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล ระดับเสียงเบามากจนแทบไม่ได้ยิน แต่สำหรับเขา สำหรับชายนักดาบคนนี้ผู้คลั้งใคล้หลงใหลในเสียงเพลง มันแล่นผ่านรูหูกระแทกภายในอย่างจริงจัง และดังสะท้อนก้องในโสตประสาทส่งตรงไปยังหัวใจระบุตำแหน่งเสียงได้อย่างชัดเจน
 
..........เมื่อตามเสียงปริศนานี้ไป ไล่ไปตามทางเดินหิน สองข้างทางเรียงรายไปด้วยหญ้าทึบเขียวขจี เขาพบกับก้อนหินขนาดมหึมา บนก้อนหินก้อนนั้นมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่
 
..........ชายคนนี้ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วพบว่า 'เป็นคนจร' ซึ่งสังเกตได้จากจอนที่หนาดกดำ ประกอบกับการแต่งตัวที่มอซอ เก่าและสกปรกของเขา ผมเผ้าที่รกรุงรังไม่แพ้ชายนักดาบ กางเกงยีนที่ขาดวิ่นสีดำทมิฬน่าพิศวง รองเท้าแตะสีดำพื้นสึก หน้าตาชายคนนี้อธิบายยาก เขาใช้คำว่าอะไรนะ 'วอนตีน' สายตาที่มุ่งมั่นแต่ไม่เป็นมิตรและส่อแววประทุษร้าย จมูกที่ย่นย่อกำลังดมกลิ่นฟุดฟิด ริมฝีปากบางเฉียบเย็นเยียบน่าขนลุก ใบหน้าที่คมเข้มได้รูปแต่ฉายแววเจ้าเล่ห์ ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้กำลังประจันหน้าอยู่กับชายนักดาบ
 
..........ชายนักดาบหาได้ให้ความสนใจในตัวคนจรผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ความมุ่งมั่นตั้งใจและสมาธิทั้งหมดกำลังจับจ้องไปยังสิ่งของข้างตัวคนจร
 
"นั่นมัน" ชายนักดาบเอ่ยขึ้น "เสียงแบบนี้..หรือว่าจะเป็น.."
 
..........ชายนักดาบขยับเข้าไปใกล้อีกพอที่จะสังเกตเห็นสิ่งนั้นได้ในที่สุด แต่มันก็ใกล้พอที่จะทำให้คนจรสังเกตเห็นเขาได้เช่นกัน
 
"โทรศัพท์มือถือเหรอนั้นน่ะ!?" ชายนักดาบพูดขึ้น
 
..........ตัวจริงของเสียงเผยตัวในที่สุด เป็นโทรศัพท์มือถือหน้าจอทัชสกีน ขนาด 9 นิ้วส่งเสียงดังลั่นอยู่ข้างตัวคนจร คนจรหันมาสบตาชายนักดาบพร้อมยักคิ้วหลิ่วตา
 
"ขอโทษนะ" ชายนักดาบบอก "นั้นมือถือของท่านรึ?"
 
"ท่านเห็นใครอื่นอีกในละแวกนี้รึเปล่าล่ะ" คนจรตอบกลับอย่างยียวน
 
..........เดิมทีชายนักดาบเป็นคนอารมณ์ร้อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนจรคงหงายหลังเลือดโชกชโลมอยู่ในกอหญ้าส่วนลึกที่สุดไปแล้ว แต่หากบัดนี้เขาเป็นคนใหม่หัวใจสดใส จิตใจสดชื่น ด้วยความยากลำบากที่ยาวนานขัดเกลาฝึกฝนเขาจนเปลี่ยนไปในท้ายที่สุด แต่ชายนักดาบก็ยังคงสบถด่าล้อเลียนบุพการีคนจรอยู่เนืองๆ
 
"ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะท่าน" ชายนักดาบเอ่ยถาม "บ้านท่านอยู่ไหนรึ?"
 
..........คนจรรี่ตามองชายนักดาบตั้งแต่ปลายเท้าจรดขึ้นเหนือศีรษะ
 
"โทษทีนะ" คนจรบอก " แม่ข้าสอนไว้ไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า ยิ่งเจ้าเป็นคนหน้าแปลกยิ่งแล้วใหญ่ คนอะไรหน้าตาเหี้ยมโหดแต่มีแววตาน่ารัก มาทางไหนกลับไปทางนั้น"
 
..........ชายนักดาบสะกดข่มโทสะอย่างสุดขีด และเปลี่ยนท่าทีเริ่มบทสนทนาใหม่อย่างเป็นมิตร
 
"การฟังเพลงท่านฟังแค่ระดับเสียงเพียงเท่านั้นมันจะไปมันส์อะไร" 
 
"คนก็ควรฟังในระดับเยี่ยงนี้แหละท่านข้าฟังเพื่อสุนทรีย์ ถ้ามันจะดังกว่านี้เสียงคงโหยหวนน่าดู นั้นไม่ใช่เสียงคนแล้วท่าน ซึ่งข้าไม่ปลื้ม"
 
..........วาจาเรียบลื่นแสนจะธรรมดา แม้จะยียวนเล็กน้อยก็ฟังดูไม่มีผลอะไร แต่เมื่อหลอมรวมเข้ากับใบหน้าของคนจรมันจึงส่งผลต่างกัน เสียงนั้นมันแผดเสียงเสียดแทง สะดุดหูบาดใจเป็นอย่างมาก ชายนักดาบนิ่งไปพักใหญ่พยายามสะกดข่มโทสะ แล้วเขาก็ทำสำเร็จในที่สุด
 
"เอาอย่างนี้" ชายนักดาบเสนอ "ข้าจะขอท้าดวล"
 
..........ชายนักดาบขยับเข้าไปใกล้คนจร ใกล้มาก ใกล้เสียจนแทบจะจูบปากกัน
 
"ท่านฟังเพลงของท่านต่อไป" ชายนักดาบเอ่ยขึ้น ปากอันอวบอิ่มแต่แห้งกรังของเขาอยู่ใกล้ริมฝีปากบางเฉียบเย็นเยียบของคนจรแค่ 3-4 เซนเท่านั้น "แต่ข้าจะทำทุกวิถีทางหยุดยั้งท่านจากเสียงเพลง ดูซิว่าท่านจะยังสุนทรีย์ยียวนได้อยู่อีกหรือไม่"
 
..........ชายนักดาบยื่นคำขาด พูดอยู่เพียงฝ่ายเดียว เขาตัดสินใจหันหลังขยับออกจากคนจรเดินก้าวออกไป คนจรสีหน้าดูไม่ดีเลย ดูเหมือนคนหน้ามืดที่เกือบจะสิ้นใจให้ได้ เขาคงเพลียแดดจากการนั่งบนก้อนหินท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง
 
"ภายใน 3 เพลง" ชายนักดาบพูดต่อ "หากท่านยังสามารถแสดงทีท่ายียวนอย่างสุนทรีย์นั้นต่อไปได้อีกภายใน 3 เพลง ข้าจะยอมก้มหัวให้ท่าน อีกทั้งจะยอมเป็นขี้ข้าติดตามรับใช้ท่านไปตลอดชีวิต"
 
..........น้ำเสียงนั้นชัดเจน ดังก้องไปทั่วบริเวณ
 
"แต่หากท่านเป็นฝ่ายปราชัยจงมาสยบแทบเท้าข้า ม้วนหน้าตีลังกามาขอโทษข้าด้วยความจริงใจ" ชายนักดาบยื่นข้อเสนอทิ้งท้าย
 
..........ไม่ทันสิ้นเสียงชายนักดาบก็เริ่มเคลื่อนไหว ไม่แสแยต่อท่าทีของคนจรที่เหมือนคนกำลังจะตาย "ต่อยก่อนได้เปรียบ" เขาตะโกนลั่นพร้อมชักดาบออกมา
 
..........เขากระโดดขึ้นปักดาบลงบนพื้นหญ้าใกล้ๆคนจรพลันตะโกนดังลั่น "วิชา คาถาอัญเชิญ ลำโพง 16 ชุด"
 
..........ป๊อง! กลุ่มควันมากมายปกคลุมไปทั่วบริเวณ กลืนกินทัศนียภาพรอบๆไปสู่ความมืดมิดชั่วขณะ ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปจากสายตาซ่อนไว้ภายใต้หมอกควัน ไม่นานนักเมื่อควันจางลงใจกลางกลุ่มควันเหล่านั้นก็ปรากฏให้เห็นชุดสเตอริโอเซอราว ลำโพงมันวาว 16 ชุด สูงเมตรกว่า วางเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือผืนหญ้า เขาเอาจริง หวังปิดบัญชีในคราเดียว
 
..........เสียงของมันดังกระหึ่ม แผดเสียงเสียดแทงไปทั่วบริเวณ กึกก้องและทรงพลัง สิงสาราสัตว์แตกตื่น ทุกชีวิตกรีดร้องหลบหนีกระจัดกระจาย ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เมฆดำลอยปกคลุม ในที่สุดฝนก็เริ่มตกลงมา พายุลมฝนพัดกระหน่ำ สายลมเริ่มแรงขึ้นทุกทีๆ จนเกือบฉีกกระชากต้นไม้ใบหญ้าให้พินาศในพริบตา นี่หรือว่าจะถึงกาลอวสานของโลกใบนี้แล้วนะ
 
"หึหึหึ" ชายนักดาบหัวเราะในลำคอ "ฮ่าฮ่าฮ่้าฮ่้าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า" 
 
..........คนจรยังคงนิ่งเงียบ ชายนักดาบหัวเราะด้วยความสะใจ
 
"เป็นยังไงบ้างล่ะท่าน" เขาตะโกนลั่น "การโจมตีแรกของข้าเพียงแค่คำขอโทษมันคงไม่พอ.." ชายนักดาบพูดจาเกทับคนจรสารพัดแต่น่าเสียดายไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ดังลั่นแค่ไหนเสียงของเขาก็แผ่วเบาจนเกินไป ไม่สามารถส่งไปถึงคนจรที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนก้อนหินได้เลยเพราะลำโพง 16 ตัวของเขาเอง
 
..........คนจรเงยหน้าขึ้นในที่สุด เส้นผมของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม เผยให้เห็นแววตาที่มุ่งมั่นและลุกโชนด้วยความเกรี้ยวกราดของเขา 
 
..........ในตอนนั้นเองก้นของผมก็รู้สึกร้อนขึ้นเรื่อยๆ จากแสงแดดที่แผดเผาผ่านหน้าต่างห้องนอน ผมได้ยินเสียงแว่วมาแผ่วเบาเป็นครั้งคราวแต่จับใจความไม่ได้ ตาผมยังคงปิดอยู่ ผ้าห่มถูกกระชากออกสุดแรงจนกระเด็น แล้วผมก็เห็นแฟนผมยืนอยู่ปลายเตียง ภาพจากขมึกมัวค่อยชัดเจนขึ้น
 
"ตื่นได้แล้ว" แฟนผมขึ้นเสียง "จะนอนไปถึงเมื่อไหร่!"