ชายหนุ่มกับดวงอาทิตย์

posted on 04 Jun 2014 10:06 by novemberd directory Fiction, Diary

……….ชายหนุ่มยืนมองดวงอาทิตย์ จ้องมองอยู่นานทั้งที่แสบตา

  

……….เขารู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยาก ยากสำหรับการจ้องมองไปยังสิ่งใดซึ่งเจิดจรัสเกินกว่าจะเอื้อมถึง แสงช่างจ้าเหลือเกิน ราวกับจะแผดเผานัยน์ตาจนมอดไหม้เป็นธุลีดิน แต่ชายหนุ่มยังคงจ้องมอง

  

……….สายตายังคงจับจ้องไปยังดวงอาทิตย์ดวงนั้น

  

……….หากยังดันทุรัง ฝืนตัวเองต่อไป เขาอาจจะเสียดวงตา เสียดวงตาทั้งคู่ต่อการท้าชนเผชิญแสงเบื้องหน้า แต่เขาไม่แม้แต่จะสนใจ เขาไม่แยแสเลยเสียด้วยซ้ำ

  

……….ดวงอาทิตย์อันแสนเจิดจ้า ลุกโชนร้อนแรง และเจิดจรัส ตลอดมาไม่เคยมีใครอาจหาญพอที่จะยืนหยัดจ้องมอง เพราะรู้ดีว่าแสงนั้นจะทำลายดวงตา และอาจกลืนกินผู้นั้นจนมอดไหม้

  

……….แต่ชายหนุ่มยังอยู่ ยังยืนมองอยู่อย่างนั้นท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องแผดเผาอาบเรือนร่าง ใบหน้าสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอันอิ่มเอิบ ดูราวกับเขานั้นโหยหาแสงสว่าง ไม่เพียงแต่โหยหาแต่อาจเป็นหิวโหย ราวกับเพิ่งเคยพบพานกันเป็นครั้งแรก

  

……….น้ำตาเอ่อล้นขึ้นไหลนองใบหน้า ชายหนุ่มใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาก่อนหยิบแว่นดำในกระเป๋าเสื้อมาสวมใส่

  

……….เขาหันหลังให้กับดวงอาทิตย์ดวงนั้น และออกเดินไปพร้อมกับไม้เท้านำทางในมือ

กลัวความสูง

posted on 19 May 2014 23:17 by novemberd directory Diary

..........กลัวความสูง..ใครๆก็เป็นกัน

..........ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้าคุณก็เป็นได้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ใช้ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

 

..........คนเรามีความกลัวต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราเคยฝังใจกับอะไร คนหนึ่งอาจกลัวอย่างหนึ่ง อีกคนอาจกลัวอีกอย่าง ก็ไม่แปลก หรืออาจจะกลัวในเรื่องเดียวกัน แต่การแสดงออกต่างกัน บางคนฝังใจน้อยหน่อยก็กลัวน้อยกว่า บางคนฝังใจมากกว่าก็กลัวมากหน่อย ก็ไม่แปลก

 

..........กลัวความสูง..ใครๆก็เป็นกัน

..........ไม่จำเป็นต้องสอนกันเราก็เป็นได้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นได้อย่างง่ายดาย

 

 

..........ความกลัวใครๆก็มีกันไม่ว่าคนมากหน้าหลายตาแค่ไหน แต่คุณรู้ตัวตอนไหนล่ะว่าคุณกลัวอะไร? รู้ตั้งแต่เกิด แม่บอก หรือมีจิตสัมผัส แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน เชื่อเถอะคุณจำไม่ได้หรอก เพราะที่จำได้ก็คือกลัวไปแล้ว

 

..........กลัวความสูง..ใครๆก็กลัวกัน

..........ไม่จำเป็นต้องกลัวทั้งวันแค่กลัวให้ทันเราก็กลัวได้

 

..........สำหรับผม “กลัวความสูง” ไม่ใช่ปัญหาเลย ปัญหามันอยู่ที่ว่า “ผมไม่รู้ตัวเลยว่ากลัวความสูง”

 

..........การรู้ตัวว่ากลัวอะไรเป็นเรื่องดี มันทำให้เราเตรียมตัวได้ทัน แต่การไม่รู้ทันความกลัวของตัวเองคือความซวยฉับพลันที่ผมเผชิญ

 

..........ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะกลัวความสูงหลังจากปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 5 ของบ้าน

 

..........ตอนนั้นผมปีนขึ้นไปอย่างมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ใจนึกอยากจะเชยชมทิวทัศน์ตัวเมืองรอบด้าน ผมกระโดดขึ้นไปยืนบนขอบกำแพงปูน ซึ่งเป็นรั้วเล็กๆที่กั้นดาดฟ้าตึกแถวของสองบ้านเอาไว้ หลังจากขึ้นมาได้ผมก็ออกเดินไปบนขอบกำแพงปูนแคบๆ สุดทางเป็นตัวอาคารทางเข้าออกของดาดฟ้าซึ่งด้านบนมันสูงขึ้นไปอีกหน่อย ผมใช้มือทั้งสองโหนขึ้นไปบนขอบปูนของตัวตึกจากนั้นจึงออกแรงถีบตัวลอยขึ้นไปในอากาศ สายลมเย็นๆวูบหนึ่งพัดผ่าน ประมาณว่าหยุดเถอะ ลงมาซะ แต่นั้นก็สายเกินไป ขาข้างหนึ่งถูกเหวี่ยงไปพาดบนขอบด้านบนและดึงตัวตนที่เหลือให้ทะยานขึ้นไปเสียแล้ว

 

..........มันเป็นอย่างที่ผมคิด การมองอะไรจากที่สูงมันรู้สึกดีจริงๆ แสงแดดอ่อนๆตอนเช้าที่สาดส่องอาบใบหน้า สายลมเบาๆที่พัดผ่านลูบไล้ไปตามตัว ทิวทัศน์รอบตัวที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้า ผมยืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศพวกนี้นานแสนนานเท่าที่ความคิดผมจะจดจ่อได้

 

..........“ลงมาได้แล้ว” เสียงพ่อปลิวว่อนมากับสายลม

 

..........ผมละสายตาจากทิวทัศน์ สะบัดสายลมทิ้งไป แล้วเดินมายังขอบปูนของดาดฟ้าเพื่อจะกระโดดลงมา และตอนนั้นเองคือการพบกันครั้งแรกระหว่างผมกับความกลัว

 

 

..........กลัวความสูง..ใครๆก็เป็นกัน

..........แต่ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมาเป็นกันตอนนี้

 

..........ผมถอยกรูดกลับไปยืนอยู่กลางดาดฟ้าอีกครั้งด้วยความกลัวจับใจ กลัวเหลือเกิน ไม่ใช่แค่กลัวความสูง นี่ยังนับรวมไปถึงขอบปูน กลัวขอบปูน กลัวจนไม่อยากเดินไปไกลกว่านี้ ตอนนี้ไม่แยแสเลยกับสายลม หรือแสงแดดที่อาบชโลมไปตามตัว สลัดทิ้งหมดทั้งทิวทัศน์ทั้งความกล้า เอาแต่คอยรักษาระยะห่างระหว่างเรากับขอบปูน

 

..........ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ไม่รู้เลยจะลงยังไง และไม่รู้อีกว่าจะทำยังไงให้เลิกกลัวขอบปูน

 

..........“ลงมาสักที” พ่อบอก

..........“ลงไม่ได้” ผมตอบเสียงสั่น

..........“ตอนขึ้น ขึ้นไปได้ ทำไมตอนลงจะลงไม่ได้” พ่อถาม

..........“ก็มันลงไม่ได้”

 

..........สมาธิ สติ แตกกระเจิง บอกตามตรงไม่คิดจะลงจากดาดฟ้าแล้ว คิดแต่จะอยู่ตรงไหนให้ไกลขอบปูน พ่อบอกให้ค่อยๆขยับเอามือจับขอบปูนแล้วหย่อนขาลงมา พอขาแตะขอบกำแพงปูนได้ก็ปล่อยมือ แล้วก็โดดลงพื้น ฮึ! โดดลงพื้น ตอนนี้จะดิ่งลงพื้นน่ะสิ

 

..........ท้ายที่สุดวิธีของพ่อก็ถูกนำไปใช้ ผมค่อยๆคลานต่ำไปหาขอบปูน มองลงไปแล้วก็ถอยกรูดกลับอีกครั้ง งั้นถอยหลังไปแล้วกันพ่อบอก ผมจึงเริ่มถอยหลังแล้วเอาขาลงจากขอบปูนอีกครั้ง และผมก็ทำสำเร็จ! จะติดก็แค่อย่างเดียว…ขาหย่อนไปไม่ถึงกำแพงปูน!!??

 

..........ขาที่หย่อนลงผ่านอากาศเหยียบพลาดกำแพงปูน เท่านั้นแหละด้วยความกลัวและตกใจ ทะลึ่งดึงตัวขึ้นไปอีกครั้งอย่างลนลาน หน้าท้องเลยครูดกับพื้นปูนเป็นทางยาว แน่ะ นอกจากจะได้ความกลัวยังได้แผลติดตัวให้กลัวกันใหญ่

 

..........ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เราจะต้องติดอยู่ตรงนี้ ตรงดาดฟ้า และเป็นโรคกลัวขอบปูนไปตลอดชีวิต

 

..........ไม่เอาด้วยหรอก! ถ้าจะกลัวอะไรสักอย่างขอกลัวความสูงอย่างเดียวก็พอ อย่าถึงกับให้กลัวขอบปูนเลยจะอายเค้าไปทั่ว ในหัวนี่นึกไปไกลแล้วนะ นึกถึงจังหวะที่ลงไม่ได้จริงๆ สุดท้ายต้องเรียกมูลนิธิมาช่วย นักข่าวมากันพรึบพรับ สาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด มาทำข่าวชายผู้กลัวขอบปูน

 

..........พอคิดได้แบบนี้มันอายจนเกิดความกล้า ขยับไปนั่งตรงขอบปูนข่มความกลัว สายลมก็พัดผ่าน แสงแดดก็สาดส่องแก้ม ทิวทัศน์ที่สวยงามเหมือนกำลังหัวเราะเย้ยหยัน กัดฟันกระโดดลงไป! พรึบ!

 

..........ตึง! ตึงง!!! ส้นเท้ากระทบขอบกำแพงปูน แล้วถัดไปกระโดดลงกระทบพื้น สำเร็จ! เราทำได้! ถ้าจะทำก็ทำได้นี่นา ด้วยความดีใจเผลอหันไปมองขอบปูนด้านบน คุณพระ!! นี่มันก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่ ถัดออกไปมีคุณพ่อที่ทำหน้าเอือมระอา พร้อมกับในใจที่มีเรื่องเล่ามากมายของลูกชายให้คนอื่นฟังตอนกินมื้อเย็น

 

..........กลัวความสูง…ใครๆก็เป็นกัน…

..........แต่พอนึกถึงมัน มันทำให้กลัวขอบปูน

 

 

อากาศร้อน

posted on 07 May 2014 10:26 by novemberd directory Fiction, Diary

..........หน้าร้อน ไม่มีแอร์ก็ต้องเปิดพัดลม

 

..........พัดลมนี่ก็แล้วแต่บุญบารมีจะมีกันตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ตัวใหญ่หน่อยมันเย็นมากกว่า ตัวเล็กกว่ามันก็เย็นน้อยหน่อย

 

..........เบอร์หนึ่งไม่พอใจ ซัดเข้าไป สอง-สาม-สี่ 

 

..........ใบพัดก็เริ่มหมุนแรงขึ้น แรงขึ้น ดูดลมร้อนมาพัดให้เย็น จากนั้นก็เริ่มส่ายไปมา ซ้ายที ขวาที

 

..........บ้านใครเก่าหน่อยก็มีเสียงดัง แท่ดๆๆๆ ต้องหยอดน้ำมัน

 

..........พอคนขวาเย็น คนซ้ายก็ร้อน พอคนซ้ายเย็น คนขวาก็ร้อน น่าจะมีคนคิดพัดลมตัวเดียว 2 หน้าปัดจริงๆ ซ้ายขวาจะได้เย็นทันกัน เท่ากัน พร้อมกันในทั้งสองเวลา

ไม่ได้ตั้งใจ

posted on 04 May 2014 22:54 by novemberd

..........วันนี้ไปจ่ายค่าไฟ เตรียมตังค์ไปพอดีมีเหรียญ 1 กำมือเทแทรกไว้ในช่องเก็บแบงค์ในกระเป๋าเป๋าตังค์

..........ถึงการไฟฟ้าผลักประตูเข้าไปเจอโต๊ะตั้งอยู่ติดแท่นกดบัตรคิว เหนือโต๊ะขึ้นไปมีนักศึกษาฝึกงาน 2 คนนั่งอยู่หน้าตาสะสวย โต๊ะเป็นแบบอเนกประสงค์ผิวหน้าสีขาวพับขาเก็บได้ บนโต๊ะมีแบบฟอร์มต่างๆวางอยู่


..........ผมเดินไปกดบัตรคิว มือซ้ายล้วงกระเป๋าตังค์มาถือ มือขวาเอื้อมออกไป

..........คุณพระ!! เหรียญ 1 กำมือในกระเป๋าไหลรินลงมากระทบกับพื้นหินอ่อน ส่งเสียงก้องกังวาน กุ๊งกิ้งๆๆ
กลิ้งว่อนไปทั่ว กระจัดกระจายเหมือนเทกระจาด สาดเทไปทั่วพื้นที่

..........ผมแทบไม่ได้สนใจเลยมีใครหันมองหรือเปล่า ที่สนใจตอนนี้คือ เหรียญส่วนใหญ่พร้อมใจกันกลิ้ง
เข้าไปใต้โต๊ะ 2 นักศึกษา! แล้วจากที่มองตามเหรียญกลิ้งไปเนี่ยกระโปรงสั้นๆกันทั้งน้านนน~

..........บรรลัยละ!! นี่ถ้าก้มลงไปเก็บตอนนี้จะดูโรคจิตมากๆเลย แล้วที่สำคัญ นี่เรายืนนิ่งมากี่วินาทีแล้วนะ 
หนังชีวิตล่ะทีนี้ ถ้าหันหลังนั่งยองเอื้อมมือคลำหาเลยจะเป็นอะไรมั้ย แต่เอ๊ะ หันหลังนี่มองไำม่เห็นก็จริง
แต่ถ้าคลำพลาดนี่ก็บรรลัยกว่าแฮะ เอาวะ รีบนั่งรีบเก็บใช้เวลาไม่นาน ตัดสินใจหันหลังกำลังจะนั่งน้องเขาลุกขึ้น

..........เดชะบุญ คุณน้องลุกขึ้นช่วยเก็บ นึกว่าจะยืนขึ้นง้างแขนเตรียมตบ รอดไป รอดไป

ฮีโร่

posted on 04 May 2014 11:22 by novemberd directory Fiction, Diary
"มันไม่มีทางเลือก" พี่เอ๋พูดสั้นๆพร้อมกระโจนลงบ่ออึโคสีดำทมิฬน่าสะอิดสะเอียน

.....พี่เอ๋เป็นชายฉกรรจ์ผิวคล้ำ สวมหมวกเบเร่ต์สีดำ ผมหยักศก ถ้าคุณเจอพี่เอ๋ครั้งแรกคุณจะคิดว่าแกคือ'เช เกบารา นักปฏิวัติเพื่อเสรีภาพชาวอาร์เจนตินา' ชายหนุ่มผู้มีภาพเหมือนติดแปะอยู่หลังสิบล้อ แต่ติดตรงพี่แกอ้วนกว่า ซึ่งอ้วนกว่าค่อนข้างเยอะ เยอะทีเดียว เป็น เช ในร่างอ้วน

.....2-3 วันมานี้ที่คอกลูกโคเราเริ่มมีปัญหาสิ่งแปลกปลอมอุดตันท่อระบายน้ำเสีย ซึ่งแน่นอนมันก่อปัญหาให้มากทีเดียว ถ้าทิ้งไว้สักอาทิตย์นึง เราน่าจะต้องว่ายน้ำแหวกอึโคเข้าไปให้อาหารพวกมันซึ่งคงไม่ดีนัก

.....ตัดกลับไปที่พี่เอ๋ที่ยังคงดำผุดดำว่ายอยู่ในบ่อ มีสายลมโชยเย็นๆพัดผ่าน สายน้ำกระเซ็นปะทะใบหน้า แสงแดดแรกในยามเช้าทอแสงอาบแก้มขวาพออุ่นๆ คงจะดีทีเดียวถ้านี่ไม่ใช่บ่ออึ ผมอดคิดไม่ได้พี่แกจะเผลอกินน้ำในบ่อเข้าไปบ้างไหมนะ

.....ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น เพราะพี่เอ๋อยู่ที่นั้นมันจึงได้สำเร็จ เราพบท่อนไม้หักๆท่อนหนึ่งไปติดอยู่ตรงปากท่อลึกลงไป 3-4 เมตร พอล้างคอกล้างรางอาหาร พวกเศษหญ้าแห้ง หญ้าสดก็ไปติดเศษไม้หักท่อนนั้นทับถมไปเรื่อยๆจนเกิดปัญหาขึ้นในที่สุด หลังขึ้นจากบ่อไม่นานนักพี่เอ๋ก็หายตัวไป...ถามว่าพี่เอ๋ไปไหน...คงไปอาบน้ำแหละ แหม

จี้เขาโค

posted on 27 Apr 2014 22:09 by novemberd directory Fiction, Knowledge, Diary
..........ฮา ชายหนุ่มผมยักศก คว้าเชือกมาคล้องไว้ที่มือขวา มือซ้ายควงเชือกหมุนคว้างกลางอากาศเป็นวงกลมวงใหญ่แหวกลมอยู่เหนือหัว สวมวิญญาณโคบาล ชายหนุ่มเหวี่ยงเชือกออกไป พรึ่บ! เชือกลอยไปคล้องคอเจ้าโคหน้าโง่ผู้โชคร้ายตัวหนึ่งอย่างนุ่มนวลและแยบยล และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ 
 
..........พวกเราอยู่ในการควบคุมของป้ามา หรือแบบเป็นทางการ..อาจารย์ทองมา หงษี หัวหน้าคอกลูกโค ตลอดพื้นที่รายล้อมไปด้วยลูกโคมากมาย ลูกโคทั้งหมดต้องผ่านการจี้เขาก่อนเติบโตเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมของผู้เลี้ยงจากการโดนโคพุ่งเสียบติดกำแพงโดยไม่จำเป็น 
 
..........กลับม