ผมไปบ้านเพื่อนพ่อ

posted on 05 Oct 2013 22:20 by novemberd directory Lifestyle, Diary, Idea
..........ผมหยิบหนังสือหนึ่งเล่มบนโต๊ะแล้วเดินขึ้นรถกระบะของพ่อ 
 
..........รถกระบะของพ่อสีแดงสดตลอดทั้งคัน บ้านของผมเป็นบ้านคนจีน สีแดงจึงถือเป็นสีมงคล ก่อนภายหลังสีแดงจะกลายเป็นสีนองเลือด ปัญหาใหญ่โตของชาติไทยไปในที่สุด แต่ช่างเรื่องสีแดงไปก่อนแล้วกัน
 
..........วันนี้ผมนั่งรถไปส่งแฟนที่ต่างอำเภอ ระยะทางประมาณชั่วโมงครึ่งซึ่งเดินทางด้วยรถยนต์ แม่นั่งอยู่เบาะด้านหน้ากับพ่อซึ่งเป็นคนขับ ผมกำลังนอนอ่านหนังสือที่หยิบติดมือมาก่อนขึ้นรถ ข้างตัวมีแฟนสาวนั่งๆนอนๆสลับไปมาอย่างเบื่อหน่าย รถกระบะของพ่อเป็นแบบสองประตูรุ่นเก่า ด้านหลังติดแคปตลอดตัวรถ กันแดดฝน บรรทุกของ โดยสารคน สารพัดประโยชน์
 
..........เสร็จจากไปส่งแฟนสาวเราก็เดินทางกลับบ้านกัน ผมนอนอ่านหนังสือตลอดทาง ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือช้ามาก พูดตามตรงผมไม่เคยนอนกับใครนิ่งๆนานเท่าหนังสือเล่มนี้มาก่อน จนแล้วจนรอดก็อ่านไม่จบ 
 
..........ขากลับพ่อแวะบ้านเพื่อนของพ่อคนนึง พ่อเล่าว่าเพื่อนพ่อคนนี้เขาบ่นให้พ่อไปเที่ยวบ้านหลายต่อหลายครั้งแล้วแต่ไม่ได้ไปสักที มาหนนี้สบโอกาสเลยแวะหาหน่อย จุดหมายปลายทางครั้งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปราวสามสิบนาที กว่าจะไปถึงก็เกือบหกโมงเย็นซะแล้ว
 
..........ตัวบ้านเป็นบ้านชั้นเดียวแบบมีบริเวณ ดูคร่าวๆน่าจะสักประมาณ 1 ไร่ ตัวบ้านล้อมรอบด้วยรั้วสีขาว ถัดจากรั้วไปหลังบ้านเรียงรายไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี พ่อจอดรถอยู่หน้าบ้าน กดโทรศัพท์หาเพื่อนพ่อให้แน่ใจว่าใช่บ้านหลังเดียวกับที่ตามหา
 
..........พ่อวางสายโทรศัพท์ไป ประตูรั้วเลื่อนออกอัตโนมัติด้วยแรงมือเจ้าของบ้าน พร้อมทั้งผายมือเชื้อเชิญให้เราเข้าไป 
 
..........พ่อจอดรถ -- ผมเปิดฝากระบะหลัง วางหนังสือที่ยังอ่านไม่จบไว้บนรถแล้วเดินจากมา
 
..........หมาสองตัววิ่งมาอย่างสงสัยในแขกที่มาเยือนพร้อมกระดิกหางไปมาราวกับมีขี้ติดอยู่ปลายหาง ราวกับจะสะบัดสะบั้นขี้ก้อนนั้นให้หลุดกระเด็น สายตาแหงนมองผมที่กำลังจะลงจากรถด้วยรอคอย พลางดมกลิ่นฟุ๊ดฟิ๊ดไม่หยุดหย่อน
 
..........หมาสองตัว รูปร่างคล้ายกันแต่ต่างพันธุ์ต่างสี ตัวหนึ่งสีน้ำตาลล้วน ส่วนอีกตัวสีขาวลายด่างสีดำ ผมไม่เชี่ยวชาญถึงขนาดจะบอกพันธุ์ที่ถูกต้องของมันให้คุณเข้าใจหรอกนะ แต่ผมพร้อมจะนั่งศึกษาพวกมันอยู่บนรถคันนี้แล้วกัน
 
"เอ้า! ทำอะไรอยู่ รีบลงมาได้แล้ว" พ่อตะโกนเรียก
 
"ฮึ! นั่งอ่านหนังสือบนรถดีกว่า" ผมตะโกนตอบ ผมเริ่มที่จะหวาดระแวงพวกหมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ถ้าเอาตามที่จำได้คงตอน แปดขวบ ผมจำได้ตอนนั้นผมรักหมามาก เจอตัวไหน เจอที่ใดเป็นลูบหัวไปทั่ว จนเกือบได้ฉายา ภูวดล คนรักหมา แต่ฉายานั้นต้องมาจบลงเมื่อผมเจอกับเจ้าด่าง หมาเจ้าถิ่นของเทศบาล..
 
..........ผมเอื้อมมือไปเพื่อจะลูบหัวเจ้าด่าง หมาเจ้าถิ่นผู้ทรนงเช่นเดียวกับหมาตัวอื่นๆที่ผมเคยสัมผัส แต่หากหนนี้มันต่างออกไป เจ้าด่างไม่รีรอเลยที่จะขย้ำมือผมอย่างจมเขี้ยว 
 
แง่งงงง!!!!! เจ้าด่าง หมาน้อยผู้ทรนง กระชา่กคมเขี้ยวขย้ำเข้าที่ฝ่ามือข้างซ้ายที่บอบบางของเด็กน้อย..เราสองสบตากัน เจ้าหมาคำรามออกมาทั้งที่ยังกัดเด็กน้อยไม่ยอมปล่อย เด็กน้อยยังคงนิ่งสบตามองเจ้าหมาด้วยความสงสัย 
 
ฮืออออออออออออออออออ!! ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!! เด็กน้อยแหกปากร้องดังลั่น พ่อวิ่งมาตีหมา แม่วิ่งมาหาเด็กน้อย เจ้าด่างวิ่งเตลิดหายไป ไม่แน่ใจว่าวิ่งหนีไปเพราะเสียงของผมหรือไม้ของพ่อ ผมถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลฉีดยากันพิษสุนัขบ้าไปหนึ่งเข็ม และได้โรคหวาดระแวงสุนัขติดตัวมาตั้งแต่นั้น
 
..........ตัดกลับมายังสถานการณ์เบื้องหน้า เราทั้งสามยังคงสบตา ผมและเจ้าหมาทั้งสอง ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมผมถึงเป็นที่สนใจนัก นู้นเว้ย พ่อแม่ฉันเดินเข้าบ้านอยู่นู้น ไปทักทายท่านสิ ถ้าพูดดีๆบางทีพวกแกอาจได้ขนมนะ 
 
"ไม่ต้องลีลาลงมาได้แล้ว" พ่อตวาด "มันไม่กัดหรอกน่า" พ่อย้ำ
 
..........พ่อรู้ได้ยังไงว่ามันไม่กัดพ่อเพิ่งมาครั้งแรกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ หรือเพียงเพราะมันไม่กัดพ่อ พ่อเคยคิดว่ามันจะไม่กัดผม -- ถึงจะบ่นแต่ผมก็ก้าวลงจากรถในที่สุด
 
..........เจ้าหมาสองตัวพากันมาสูดดมรองเท้าของผม และเรือนร่าง ผมทำใจดีสู้ไปพร้อมใจสั่น แต่ถ้ามันไม่เห่าซะอย่างก็ไม่มีปัญหา ผมกลัวแค่ตัวที่เห่า ไม่นานนักพวกมันก็เดินจากไป แต่ผมรู้สึกเหมือนพวกมันมามาร์คจุดล็อคเป้าหมายไว้เรียบร้อยยังไงไม่รู้ -- ช่างเถอะ ผมเดินเข้าบ้าน
 
..........ด้านในสว่างไสว ผิดกับด้านนอกที่ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เบื้องหน้าผมเป็นคุณลุงคนนึงอายุน่าจะประมาณห้าสิบกว่าๆกับคุณป้าภรรยานั่งอยู่ที่โต๊ะไม้กลมเคลือบเงา ฝั่งตรงข้ามมีพ่อกับแม่ของผมนั่งอยู่ พวกเขาคุยกันสนุกสนานเสียงดังเชียวล่ะ อ๊ะ! เกือบลืม ตรงกลางระหว่างคุณลุง คุณป้า และพ่อกับแม่ของผมมีเด็กน้อยคนนึงนั่งอยู่พร้อมหุ่นยนต์พูดได้ในมือ ลางสังหรณ์ผมไม่ดีแล้วสิ..เดี๋ยวนะไอ่เด็กคนนั้นมันกำลังจ้องมองมาทางผม..
 
..........ผมไหว้สวัสดีลุงกับป้าแล้วเข้าไปนั่งร่วมวงสนทนาที่ผมไม่ปราถณา พวกเขานั่งคุยกันเรื่องน้ำหมักป้าเช็ง นี่เป็นหัวข้อสนทนาที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลยนะให้ตายเถอะ คุณเคยคิดมั้ยว่าคุณจะไปบ้านเพื่อนของพ่อและพบว่าพ่อของคุณกำลังคุยกับเพื่อนเรื่องน้ำหมักป้าเช็งกันอย่างสนุกสนาน..อืม ใครสนล่ะ จะคุยกันเรื่องอะไรก็เอาเถอะ ผมเฉยๆนะแต่ที่น่าสนคือไอ่เด็กคนนี้ ท่ามกลางวงสนทนาที่ครึกครื้น เด็กคนนี้ที่ผมของขนานนามว่าเด็กเวร กำลังเล่นหุ่นยนต์บังคับวิทยุพูดได้สีเทาแวววาว ส่วนหัวส่งแสงสีแดงเมื่อกดคำสั่งผ่านรีโมท พ่อกับลุงคุยกัน ทีนึง เด็กนี่กดรีโมททีนึง เจ้าหุ่นยนต์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ร้องลั่น @#%@^!@%%!^$^@&!%@ อะไรไม่รู้ไม่เป็นภาษา จนพ่อกับลุงและแม่กับป้าต้องเร่งเสียงดังขึ้นแข่งกับเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้
 
..........การพูดคุยในลักษณะนี้ดำเนินต่อไปอยู่พักหนึ่งก่อนคุณลุงจะหมดความอดทน ซึ่งผมว่าควรจะหมดได้ตั้งนานแล้ว หันมาตะโกนขึ้น
 
"ไปเล่นข้างในไปลูกไป" ลุงตะโกนใส่เด็กแล้วหันมาคุยกับพ่อต่อ
 
".........." ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ อ้าว นี่เอ็งหูหนวกเรอะ 
 
"ลุงบอกให้ไปเล่นข้างนอกไง" ลุงตวาดอีกรอบหนนี้น้ำเสียงแฝงไปด้วยความไม่พอใจ เด็กน้อยปิดสวิตหุ่นยนต์พร้อมลุกขึ้นอย่างว่องไวพร้อมมีป้าลุกขึ้นพาไป อ่าว หูก็ไม่ได้หนวกนิ 
 
..........ผมกล้าสาบานเลยว่าไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำที่ไอ่เด็กนี่กลับออกมาพร้อมเสียงหัวเราะและหุ่นยนต์คู่ใจ ส่งเสียงดังโวยวายอีกครั้ง
 
"ไอ้เด็กเปรตตตตตตตตตตตตตต" ผมตะโกนดังลั่น! (ในใจ) หลีกเลี่ยงการถูกตบที่ไม่จำเป็น ถ้าคุณกำลังคิดว่าผมเกลียดเด็ก คุณกำลังเข้าใจผิด ผมรักเด็กครับ แต่ผมก็เลือกนะ ผมชอบเด็กที่เรียบร้อย ถึงไม่เรียบร้อยแต่ขอให้พูดกันเข้าใจเถอะ พอแล้ว สุดท้ายผมตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินจากไปด้วยตัวผมเอง ผมไปนั่งด้านนอกกับเจ้าหมาสองตัว ซึ่งตอนนี้พวกมันไม่ได้สนใจในตัวผมอีกต่อไป -- ผมเดินไปที่รถหยิบหนังสือที่ยังอ่านค้างอยู่ -- ผมเริ่มอ่านอีกครั้ง
 
..........นี่มัน ความสุขชัดๆ ความสงบนี่แหละที่ตามหา..แต่ผมก็ดื่มด่ำกับมันได้แค่ชั่วประเดี่ยว..เมื่อด้านในที่ทนเจ้าเด็กน้อยคนเดิมไม่ไหวเอาเจ้าเด็กคนนี้ออกมาข้างนอก
 
"อย่าเสียงดังสิลูก" คุณป้าเอ็ดเจ้าเด็กน้อย "เอ้า นั่นไง ไปเล่นกับพี่เขาสิ พี่เขากำลังว่างเชียว

Comment

Comment:

Tweet